สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

พาเที่ยวเมือง Kaga, สวนกระต่าย, Kamoike Katano : Ishikawa Japan

พาเที่ยวเมือง Kaga, สวนกระต่าย, Kamoike Katano : Ishikawa Japan



วันนี้จะพาไปชมเมืองที่ไปทำงาน และเที่ยวที่ใกล้ๆ บริเวณนั้นกันค่ะ

 

เมือง Kaga เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบในจังหวัด Ishikawa นอกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้วก็มีพื้นที่การเกษตรอยู่เยอะ สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักดูเหมือนจะเป็นออนเซ็น (ซึ่งอิชั้นใจกล้าไม่พอที่จะเข้าไป -"-) ภูมิประเทศจะเป็นภูเขาสูงเลียบทะเลญี่ปุ่น ผู้คนก็คล้ายๆ กับคนในชนบทของบ้านเราที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจดี๊ดี มีน้ำใจ แต่ค่อนข้างแตกตื่นกับคนต่างชาติพอสมควร ><

วันอาทิตย์ ไม่มีใครพาเที่ยว ต้องลุยด้วยตัวเอง ไม่รู้จะไปไหนดีก็เลยไปมันแถวๆ นั้นน่ะแหละ ขี้เกียจไปไหนไกล

ก่อนอื่นไปเดินเล่นรอบโรงแรมก่อน แถวนี้ช่วงใบไม้แดงสวยมาก แต่ตอนนี้ห่อเหี่ยว

ที่จริงเมืองที่อิชั้นพักเนี่ยเป็นเมืองที่เล็กและชนบทมากๆ เรียกว่ามองผ่านๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่เค้าสามารถนำสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น (แม้จะดูธรรมดา) มาประยุกต์จนกระทั่งมีความน่าสนใจขึ้นมาได้

แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวผ่านมาเที่ยวออนเซ็นแล้วก็จากไปเนื่องจากการคมนาคมที่ไม่สะดวก (นอกจากรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้าแล้วก็ต้องใช้แค่จักรยานหรือเดิน) เค้าก็จัดให้มีรถบัสนำเที่ยวประจำท้องถิ่น เรียกว่า CAN BUS ซึ่งทำให้คนที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณห่างไกลขนส่งสาธารณะได้ด้วยตัวเอง

ถ้าบ้านเรามีแบบนี้บ้าง คงดึงเงินจากนักท่องเที่ยวเข้าชุมชนแต่ละแห่งได้อีกโข

 

 

 

daishoji2.jpg picture by rambomom

 

ก่อนจะไปขึ้น CAN BUS ก็ต้องขึ้นรถไฟที่สถานี Daishoji ข้างๆ โรงแรมไปหนึ่งสถานี ลงที่ Kaga Onsen

 

 

 

daishoji1.jpg picture by rambomom

 

 

 

โล่งมากค่ะ เพราะเป็นวันหยุด แถมยังเช้ามากอีก

 

 

 

canbus1.jpg picture by rambomom

 

 

 

การโดยสาร CAN BUS ต้องไปขึ้นที่ออฟฟิศ CAN BUS ที่สถานี Kaga Onsen

การเดินทางจากเมืองต่างๆ มาถึงสถานี Kaga Onsen ก็ตามนี้ค่ะ

Tokyo – Kaga Onsen Station 4 hours
Osaka – Kaga Onsen Station 2 hours & 20 min.
Nagoya – Kaga Onsen Station 2 hours & 20 min.

ข้อมูลเกี่ยวกับ CAN BUS และเส้นทางเดินรถ
http://www.tabimati.net/access/inkaga/canbus.php (ภาษาญี่ปุ่น ละเอียดสุด)

http://www.tabimati.net/en/kaga.htm#kaga01 (ภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยละเอียด)


หน้าตาสถานี Kaga Onsen เป็นแบบนี้ ตรงข้ามสถานีจะมีเนินเขาและมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ๆ อยู่บนนั้น สังเกตไม่ยากค่ะ

 

canbus3.jpg picture by rambomom

 

 

 

เดินออกจากสถานี Kaga Onsen เลี้ยวซ้ายมาทางห้าง Abio จะเจอออฟฟิศ CAN BUS

 

 

 

canbus4.jpg picture by rambomom

 

 

 

ค่าใช้จ่าย ตั๋ว 1 วัน ขึ้นลงกี่รอบก็ได้ 1,000 Yen (ตามค่าเงินวันนี้ประมาณ 380-390 B.) ตั๋ว 2 วันขึ้นลงกี่รอบก็ได้ 1,200 Yen

เส้นทางเดินรถมีสองสายคือ เลียบทะเลกับเลียบภูเขา วันที่ไปมีเวลาน้อยเลยได้แค่สายเลียบทะเลอย่างเดียว พอจ่ายตังค์ที่ออฟฟิศแล้วจะมีโบรชัวร์รายละเอียดแจกให้ว่ารถจะมาจอดที่แต่ละจุดกี่โมง (มีป้ายเฉพาะของ CAN BUS) ถึงจุดที่จะลงปุ๊บก็ลง แล้วพอจะกลับก็มาขึ้นรถที่ป้ายตามเวลาในตารางค่ะ

หน้าตา CAN BUS

 

 

 

canbus5.jpg picture by rambomom

 

 

 

โบรชัวร์จะมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ใส่ในซองของ CAN BUS ซึ่งต้องเก็บไว้ให้ดีๆ เพราะทุกครั้งที่จะขึ้นรถต้องโชว์ซองนี้ให้พนักงานดูด้วย แล้วก็จะมีคูปองรับของที่ระลึกฟรีตามจุดต่างๆ ที่แวะ อย่างเช่นที่ Tsuki Usagi no Sato วันที่เราไปแจกของที่ระลึกเป็นกระต่ายตัวเล็กๆ ร้อยด้วยลูกปัด 1 ตัวค่ะ

เอาล่ะ ขึ้นรถกันได้ เนื่องจากวันนี้เวลาน้อย และเราสนใจที่เที่ยวของสายทะเลกันมากกว่า วันนี้เราจึงจะไปสายทะเลกันอย่างเดียว สำหรับใครที่มีเวลาเหลือเยอะ ต้องการไปสายภูเขาด้วย หลังจากนั่งสายทะเลครบรอบแล้ว รถจะวนกลับมาที่ Kaga Onsen อีกครั้ง แล้วค่อยเปลี่ยนไปขึ้นรถสายภูเขาที่นั่นอีกทีค่ะ

 

รูปพวกนี้เอาไปลงหลายที่ ดังนั้นจึงต้องมีการอำพรางความสวยกันหน่อย ขาประจำดูหุ่นแล้วคงพอจะรู้กันใช่มะว่าคนไหนคืออิชั้น

 

 

 

canbus8.jpg picture by rambomom

 

canbus7.jpg picture by rambomom

 

 กะเหรี่ยงไทยสร้างผลงานในต่างแดนอีกแล้ว ไม่อายชาวบ้านกันซะมั่งเลย แต่ละคนอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะนั่น 

 

canbus6.jpg picture by rambomom

 

 

 


จะลงที่จุดไหนก็เลือกเอาจากตารางที่เค้าแจกตามอัธยาศัย  เลือกได้แล้วก็บอกพนักงานในรถแล้วก็ลงตามจุดที่เลือก ของเราเลือกลงที่ Tsuki Usagi no Sato http://www.urusigura.com ค่ะ ความหมายชื่อสถานที่แห่งนี้ก็ตามนี้

Tsuki = พระจันทร์, ดวงจันทร์
Usagi = กระต่าย
Sato = Village, Home


ที่นี่ด้านหน้าจะมีเบเกอรี่อร่อยๆ ขายด้วยนะคะ เข้าประตูไปปุ๊บเจอภาพนี้เลยค่ะ

 

 

 

tsukiusagi6.jpg picture by rambomom

 

 

 

ตรงลานกว้างของที่นี่ มีฝูงกุเต่ยน่ารักน่ากอด วิ่งเล่นกันโดยอิสระเต็มไปหมด ตรงโน้นก็มี ตรงนั้นก็มี คนรักกุเต่ยเตรียมผ้าซับเลือดกำเดาได้เลย เพราะกระฉูดแน่ๆ


ก่อนสัมผัสกระต่ายต้องสวมถุงมือผ้าที่เตรียมไว้ให้ แล้วกุเต่ยทั้งหลายจะกรูกันเข้ามาหาคุณ... มีอาหารกุเต่ยหยอดเหรียญให้ด้วย

 

 

 

tsukiusagi8.jpg picture by rambomom

 

 

 

อาหารกุเต่ย 200 Yen ใช้เหรียญ 100 Yen ใส่ทีละเหรียญแล้วบิด จะมีอาหารกุเต่ยอยู่ในลูกบิดกลมๆ เหมือนไข่กาจาปองออกมาให้ ทีนี้ก็ก็เชิญหาที่นั่ง (หรือที่นอน หรือที่กลิ้งเกลือก) เลี้ยงกุเต่ยได้ตามชอบเลยค่ะ


ฝูงกุเต่ยที่อ้วนพี และหิวโหย (เหรอ... ชั้นเห็นพวกหล่อนกินตลอดเวลา ยังจะหิวอีกเหรอ) จะเข้ามากลุ้มรุมคุณราวกับเป็นซุปเปอร์สตาร์

 

 

 

tsukiusagi10.jpg picture by rambomom

 

 

 

ข้อห้ามของที่นี่ จะมีป้ายเขียนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น ตั้งไว้ใกล้ๆ ตะกร้าใส่ถุงมือก็คือว่า คุณสามารถสัมผัสกุเต่ยได้ แต่ห้ามอุ้ม!! ซึ่งอิชั้นไม่อุ้มก็ได้ (เชอะ..) แต่ใช้วิธีนั่งลงกับพื้นแล้วเอนตัวลง (ใช้อาหารล่อ) ให้น้องเต่ยปีนขึ้นมาบนพุงเราแทน อิ๊ๆๆๆๆ


ฟันกุเต่ยพวกนี้คมมาก (แต่คนเลี้ยงกุเต่ยคงทราบดีอยู่แล้วเนอะ) เวลาที่พวกกุเต่ยแย่งกันกินอาหารในมือเราบางทีฟันของเค้าก็จะกัดทะลุผ้ามาโดนมือด้วยอ่ะ เจ็บๆๆๆๆ


กุเต่ย (อวบอ้วนน่ากิน) ทุกตัวที่วิ่งพุงกระเพื่อมอยู่ตรงบริเวณลานเราสามารถเล่นได้ทุกตัวค่ะ แต่ห้ามจับห้ามเล่นกับกุเต่ยที่อยู่ในกรง ไม่รู้ว่าเพราะกำลังป่วยหรือว่าอะไร

อย่างไรก็ดี กระต่ายก็คือกระต่าย ที่ไม่ว่าจะเชื่องยังไงก็ยังไม่ค่อยไว้ใจมนุษย์ อย่างกุเต่ยที่ปีนขึ้นๆ ลงๆ อยู่บนพุงเราเนี่ย ถ้าไม่มีของกินของเค้ามาล่อหรือไม่ได้ใส่ถุงมือที่เตรียมไว้ให้เค้าก็จะไม่เข้ามาหาเราหรอกนะคะ คิดว่าที่ถุงมือจะมีกลิ่นอาหารหรือกลิ่นที่พวกเค้าคุ้นเคยติดอยู่แหละเลยวิ่งเข้ามากันใหญ่

 

tsukiusagi7.jpg picture by rambomom

 

 

 

อิชั้นเคยเลี้ยงแต่หมา (ถึก) ที่จริงกุเต่ยอิชั้นก็ชอบนะ แต่เกรงว่าความมือหนักของตัวเองจะทำให้เลี้ยงไม่ได้ รู้สึกว่ามันบอบบางเกินไป กลัวทำคอหักตายหมด แต่พอได้ไปเห็นไปสัมผัสตัวเป็นๆ ของน้องกุเต่ยแบบนี้ ความรู้สึกอยากเลี้ยงมันจี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ขึ้นมาเหมือนกัน เลยยกให้กุเต่ยเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่ชอบมากที่สุดรองจากน้องหมาในทันที

มาดูของที่ระทึกที่ขายที่นี่กันบ้าง หน้าตาของร้านเป็นแบบนี้

 

 

 

tsukiusagi5.jpg picture by rambomom

 

 

 

ของที่ขายในร้านเกือบทั้งหมด จะมีแต่ของที่เกี่ยวกับกุเต่ย กุเต่ย และกุเต่ย

แบบนี้

 

 

 

tsukiusagi1.jpg picture by rambomom

 

 

 

คูปองรับของที่ระลึกจาก CAN BUS เราสามารถนำมารับของที่ระลึกได้ที่ร้านขายของแห่งนี้แหละค่ะ


ของในร้าน (ต่อ)

 

 

 

tsukiusagi2.jpg picture by rambomom

 

 

 

การรับของที่ระลึก ก็ฉีกคูปองของที่นี่แล้วยื่นให้พนักงาน แล้วพนักงานก็จะให้เราเลือกของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในตะกร้าค่ะ

แอบมีของเล่นเด็กปน แต่คอนเซ็ปต์กุเต่ยก็ยังคงอยู่

 

 

 

tsukiusagi3.jpg picture by rambomom

 

 

 

มีอุปกรณ์จำเป็นในการเลี้ยงกุเต่ยและอาหารสำหรับกุเต่ยขายด้วย (มีหนังสือเด็กแจมนิดหน่อย)

 

 

 

tsukiusagi4.jpg picture by rambomom

 

 

 

คนเที่ยวที่นี่จะเป็นแนวครอบครัว พาลูกๆ มาเที่ยว หรือเป็นคนที่รักกุเต่ยโดยเฉพาะเลยค่ะ อยู่ที่นี่แล้วมีความสุขจริงๆ ไม่อยากกลับเลย กว่าจะตัดใจจากกุเต่ยออกมาได้ ใช้เวลานานมาก


ออกจากสวนกระต่าย เราไปต่อที่ดู Kamoike ค่ะ สำหรับสถานที่นี้บังเอิญว่าอิชั้นไม่ใช่คนที่ชอบดูนกหรือเป็ดห่านอะไรมากนักเลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เข้าไปแป๊บๆ แล้วก็ออกมาค่ะ แต่สำหรับนักดูนกน่าจะชอบ


หยอดเหรียญซื้อตั๋วค่าเข้าก่อนนะคะ ประมาณสามร้อยเยนถ้าจำไม่ผิด ไม่มีคนเฝ้าและไม่มีคนตรวจตั๋วด้วยค่ะ ถ้าเป็นบ้านเราสงสัยมีคนทำเนียนเข้าฟรีเยอะ

 

kamoike1.jpg picture by rambomom

 

ตอนแรกอิชั้นก็ไม่อยากจะแวะที่นี่หรอกค่ะ เพราะไม่สนใจเรื่องเป็ดเรื่องห่านอะไรแบบนี้เท่าไหร่ แต่ว่าที่แวะเพราะงก อยากได้ของที่ระลึกจาก CAN BUS พอเข้าไปปุ๊บก็ตั้งหน้ามุ่งไปที่เค้าท์เตอร์เลย

 

แต่แว่.... พอไปถึง คุณลุงคุณป้าที่เฝ้าตรงนั้นทำหน้างงๆ พลิกคูปองหน้าเอบีสลับกันส่องๆ ดูแล้วบอกว่า... เอ่อ... นังหนู ของที่นี่มันไม่มีระบุอยู่นี่นา.... มีแต่ของที่อื่นน่ะ...

 

เง่อ... เพล้งงงงงงง หน้าแตก งกจัดไปหน่อย ไม่ได้ดูก่อนว่าที่ไหนมีรับของที่ระลึกที่ไหนไม่มี

 

รีบเดินออกมาด้วยความอ๊ายยย อายยยย แต่พอเดินมาที่ป้าย CAN BUS แล้วปรากฏว่าเหลืออีกตั้งสิบกว่านาที กว่ารถจะมา อุณหภูมิเลขตัวเดียว พวกอิชั้นก็ยืนสั่นกันอยู่อย่างนั้น

 

ซักพักก็มีน้องผู้ชาย (หน้าตาน่ากินด้วย อ๊ายยย) วิ่งมาจากข้างในแล้วบอกว่าขอเชิญคุณลูกค้าเข้าไปรอข้างในดีกว่าครับ เพราะมันหนาวมาก กว่ารถจะมาก็นาน

 

เข้าไปนั่งเฉยๆ ก็ได้ ไม่จ่ายค่าเข้าก็ไม่เป็นไร เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ

 

 

 

อิชั้นซึ้งใจน้ำตาซึมเลย เพราะมันหนาวมากจริงๆ แล้วก็กำลังต้องการที่หลบหนาวจนกว่ารถจะมาจริงๆ รู้สึกผิดด้วยอ่ะ ที่เราไม่สนใจสถานที่ของเค้าเลย เหมือนตัวเองเป็นพวกเอาแต่ได้ แค่อยากจะมาเอาของที่ระลึกฟรีเท่านั้น

 

อิชั้นก็เลยเข้าไปหลบหนาวข้างใน หยอดเหรียญจ่ายค่าตั๋วเข้าชมไป แล้วก็เข้าไปนั่งส่องกล้องแป๊บๆ ซักพักใกล้ได้เวลารถมาก็เดินออกมา

 

อดคิดไม่ได้ว่า น้ำใจอย่างนี้ จะหาได้ในเมืองใหญ่หรือเปล่า คงเหมือนบ้านเราใช่ไหมที่คนแถวๆ บ้านนอกยังคงมีน้ำใจล้นเหลืออยู่ เพราะคนในโอซาก้า ขนาดเดินมาชนอิชั้นซะกระเด็นยังไม่หันมาขอโทษซักคำ

 

ข้างใน Kamoike Katano นี้จะเป็นคล้ายๆ หอส่องกล้องดูเป็ด (หรือห่าน) Kamoike น่ะค่ะ ข้อมูลของห่านป่าชนิดนี้ก็ตามนี้ เอามาฝากเพื่อนๆ ที่เป็นนักดูนกค่ะ

http://translate.google.com/translate?hl=en&ie=UTF-8&u=http%3A%2F%2Fwww.tabimati.net%2Fdb_view.php%3Fid%3D668&sl=ja&tl=en&history_state0=ja%7Cen%7C%25E9%25B4%25A8%25E6%25B1%25A0%25E8%25A6%25B3%25E5%25AF%259F%25E9%25A4%25A8

 

คนที่ไปที่นี่ก็จะไปนั่งจิบชาแล้วก็ส่องกล้องดูห่านกันเป็นวันๆ เลยค่ะ เราไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้มากนักเลยไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกว่าเป็นอย่างไร แต่คิดว่าคนที่ชอบดูนกน่าจะเข้าใจได้ดีกว่าค่ะ

 

 

 

kamoike2.jpg picture by rambomom

 

 

 

หลังออกจาก  Kamoike Katano เราจะไป Kaga Fruit Land กันต่อค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไป อิอิ

view